บล้อกนี้ เขียนไว้เมื่อวันที่ [18-10-2009]

ช่วงนี้เข้าเทศกาลถือศีลกินเจ คิดว่าบล็อกที่เกี่ยวกับวัดวาอาราม ก็น่าจะเข้าบรรยากาศดี
ค้นไปค้นมาในสต็อกภาพก็พบว่า หลายที่ใน จ.สุพรรณฯ บ้านเกิดของคุณแม่ของผม
ได้ไปมาแล้วหลายที่หลายแห่ง แต่ยังไม่ได้เอามาโพสขึ้นบนบล็อก เลยถือโอกาสนี้เสียเลยครับ

สำหรับสุพรรณฯ วัดที่สำคัญที่สุดอันดับต้นๆ ก็คงจะไม่พ้น วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร
เรียกว่าถ้าใครมาเยือนเมืองสุพรรณบุรี ก็ต้องมาที่นี่ด้วย เพื่อความเป็นศิริมงคล

ข้อมูลจาก thai wiki pedia: วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร
เที่ยวทั่วไทย วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี

ทางเข้าวิหารหลวงพ่อโต มีรูปปั้นขุนแผนนั่งอยู่ ส่วนประตูอีกฝั่งจะเป็นนางพิม
เที่ยวทั่วไทย วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี

หลวงพ่อพระประธานปางป่าเลไลยก์ น่าจะเป็นวัดเดียวในประเทศไทยที่มีพระประธานปางนี้
ซึ่งพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์นี้ ยังนับว่าเป็นพระประจำวันเกิดของคนที่เกิดวันพุธกลางคืนอีกด้วย
ส่วนคนที่เกิดวันพุธกลางวันจะเป็นปางอุ้มบาตร เท่าที่นึกได้ตอนนี้ก็จะมีอยู่ที่วัดบ้านแหลม สมุทรสาคร

สำหรับประวัติของพระปางป่าเลไลยก์นี้ น่าสนใจทีเดียวครับ ท่านที่ไปกราบไหว้
ก็ขอให้ระลึกถึงที่มาที่ไปของพระปางป่าเลไลยก์นี้ไว้ให้ดี ซึ่งผมก็ขอยกมาให้อ่าน ณ ที่นี้

ประวัติและความสำคัญ ของพระพุทธรูปประจำวันพุธกลางคืน ปางป่าเลไลยก์
จากเว็บไซต์ http://www.mahamodo.com/tamnai/pra_day8born.aspx

ณ เมืองโกสัมพีมีพระภิกษุ ๒ ฝ่ายอยู่ในวิหารเดียวกันคือฝ่ายพระวินัยธร ที่ถือเคร่งครัดทางพระวินัย
และฝ่ายพระธรรมธร ที่ถือการแสดงธรรมเป็นใหญ่ แต่ละฝ่ายก็มีลูกศิษย์เป็นบริวารมากมาย
วันหนึ่งพระธรรมธรได้เข้าไปในห้องน้ำ ใช้น้ำแล้วเหลือไว้นิดหนึ่ง เมื่อพระวินัยธรเข้าไปเจอน้ำเหลือไว้
จึงได้ตำหนิพระธรรมธร ตัวพระธรรมธรเองก็ได้ยอมรับผิดต่อพฤติกรรมนั้น แต่พระวินัยกลับนำเรื่องเพียงเล็กน้อยนี้
ไปพูดกับอันเตวาสิกของตนว่า พระธรรมธรขนาดทำผิดแล้วยังไม่รู้สึกตัวอีก ต่อมาอันเดวาสิกของพระธรรมธร
ก็ได้พูดถากถาง ทำนองเดียวกันกับอันเดวาสิกของพระธรรมธร ว่าอาจารย์ของพวกท่านทำผิดแล้วยังไม่รู้อีก
น่าละอายนัก ฝ่ายลูกศิษย์ก็นำเรื่องนี้ไป ปรึกษากับพระธรรมธร พระธรรมธรได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าทำไมพระวินัยธร
จึงพูดอย่างนี้ เราทำผิดกฎก็ยอมรับผิดและแสดงอาบัติไปแล้ว ไฉนจึงพูดกลับกลอกเช่นนี้เล่าจึงพูดกับอันเตวาสิกว่า
พระวินัยธรพูดเท็จและทั้งสองฝ่ายก็ได้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน เพราะเหตุเพียงเล็กน้อยเอง

เมื่อไม่สามารถจะระงับกันได้ พระพุทธเจ้าได้แสดงเหตุของการแตกแยก และคุณของความสามัคคี
แต่ก็หาเชื่อต่อพระพุทธเจ้าไม่ ซ้ำยังแสดงคำพูดที่ไม่เหมาะสมว่า ขอให้พระพุทธเจ้าอยู่เฉยอย่ามายุ่ง
พระพุทธองค์เห็นว่าไม่สามารถจะระงับได้ จึงส่งพระโมคคัลลานะ ไปช่วยระงับ แต่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ยอมเชื่อฟัง
ทำให้พระพุทธองค์เกิดความเบื่อหน่ายระอาใจต่อเหตุการณ์นี้เป็นอย่างยิ่ง แม้ชาวบ้านเองก็แตกเป็น ๒ ฝ่าย
ตามพระที่ตนเองนับถือ ส่วนพุทธศาสนิกชนที่มีศีลก็ระอาพากันคว่ำบาตร ไม่ให้การบำรุงพระสงฆ์เหล่านั้น
เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง ฝ่ายพระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จไปอยู่ ณ ป่าได้มีช้างปาริไลยกะและลิง
คอยทำการอุปัฏฐาก มีความพระเกษมสำราญในการอยู่คนเดียว จากเหตุการณ์นี้ ถือว่าเป็นเหตุการณ์
อันน่าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงพฤติกรรมของพระ ๒ ฝ่ายในขณะนั้น ไม่เชื่อฟังแม้กระทั้งพระพุทธเจ้า
พุทธศาสนิกชนจึงได้สร้างพระปางนี้ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจถึงการแตกสามัคคี การทะเลาะวิวาทกัน
เที่ยวทั่วไทย วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี

จากข้อมูลของ thai wiki pedia ระบุว่า เดิมพระประธานเป็นปางปฐมเทศนา และสร้างมาตั้งแต่สมัยทวารวดี
และได้รับการบูรณะมาเป็นปางป่าเลไลยก์ในครั้งหลัง ผมก็สงสัยว่า ปางปฐมเทศนา ทวารวดี มีลัษณะอย่างไร
ก็ได้ภาพนี้มาจาก thai wiki pedia เช่นกันครับ ลักษณะจะคล้ายกับปางป่าเลไลยก์มาก ต่างกันที่พระกรเท่านั้นเอง
ดังนั้นจากภาพนี้ก็น่าจะพอทำให้นึกภาพรางๆได้ว่า เดิมนั้น พระประธานวัดป่าเลไลยก์นี้ มีลักษณะอย่างไร
เที่ยวทั่วไทย วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี

ทางเข้าวิหารอีกทางหนึ่ง มีรูปปั้นนางพิมพิลาไลยนั่งอยู่
ความสำคัญของวัดนี้อีกประการหนึ่งก็คือ เป็นวัดที่ปรากฏอยู่ในวรรณคดี
เรื่องขุนช้าง ขุนแผน ด้วยเหตุนี้ จึงมีของหลายอย่างที่จัดทำขึ้น
ให้สอดคล้องเข้ากับบรรยากาศของวรรณคดี ซึ่งถ้าใครพอมีเวลา
ก็ให้เข้าไปชมเรือนขุนช้างข้างในวัด เป็นเรือนไทยที่งดงามมาก
เที่ยวทั่วไทย วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี

ออกมาจะกลับขึ้นรถ เห็นสามล้อคันนี้จอดอยู่ ลักษณะน่าสนใจดีครับ
ข้างรถเขียนว่า คุณสุรชัย สมบัติเจริญ ซื้อถวายวัดป่าฯ
เที่ยวทั่วไทย วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี

เอาละครับ ออกจากวัดป่าฯมาแล้ว ที่ต่อไปที่ควรจะต้องไปก็คือ
ศาลหลักเมือง สุพรรณบุรี” ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก
เที่ยวทั่วไทย วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี

เสามังกร ตั้งตระหง่าน สังเกตุเห็นได้ไม่ยาก
ศาลหลักเมืองสุพรรรณฯนี้ นอกจากชาวสุพรรณบุรีแล้ว
ก็ยังมีคนจากกรุงเทพฯและจากจังหวัดอื่นๆ มีจิตศรัทธามากราบไหว้บูชากันมากมาย
เที่ยวทั่วไทย วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี

วันที่ผมไป คนยังไม่มาก เดินสบายๆ แต่ถ้าช่วงเทศกาลกินเจ
ผมค่อนข้างแน่ใจว่า คนเยอะ ล้นหลามแน่ๆครับ ให้ไปแต่เช้าๆ
เที่ยวทั่วไทย วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี


สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เคยเสด็จมาตรวจราชการหัวเมืองสุพรรณบุรีเมื่อปี 2435
ทรงกล่าวถึงศาลหลักเมืองสุพรรณบุรีไว้ในหนังสือสารสมเด็จและนิทานโบราณคดี ดังเช่น
“…..ต้องขี่ม้าราว 8 ชั่วโมงจึงจะถึงเมืองสุพรรณ วันรุ่งขึ้นหม่อมฉันไปทำพลีกรรมที่ศาลเจ้าหลักเมือง
ตัวศาลรูปร่างอย่างไทยทำด้วยไม้มุงกระเบื้อง สร้างไว้บนโคกอันหนึ่ง ในศาลมีเทวรูปศิลา ๒ องค์
เป็นรูปพระวิษณุแบบเก่ามาก คืออย่างที่เหมือนใส่หมวกเติ๊กตัวอย่างในพิพิธภัณฑ์สถานกรุงเทพ ฯ ก็มี
แต่รูปพระวิษณุที่ศาลหลักสุพรรณจำหลักเป็นอย่าง Pas relief ติดอยู่กับแผ่นศิลาข้างหลังสูงสักราว 3 ศอก
หม่อมฉันเห็นศาลทรุดโทรมมาก จึงออกเงินมอบให้กรมการจีนที่เป็นคนจัดพิธีบวงสรวง
ให้เข้าสร้างศาลเสียใหม่ให้เป็นตึกมั่นคง เขาก็จัดการด้วยยินดีแล้วบอกมาว่า
ได้จัดการสร้างศาลเสร็จแล้วและว่ามีผู้บริจาคทรัพย์ช่วยก็หลายราย…”

…..หม่อมฉันไปเมืองสุพรรณอีกครั้งหนึ่งจึงได้เห็นว่า ศาลที่สร้างใหม่นั้นเป็นเก๋งจีนแต่ทำเรียบร้อยดี
ถึงมีเฮียกงอยู่ประจำศาลด้วยคนนับถือมากทั้งไทยทั้งจีน ต่อมาในปีหนึ่งหม่อมฉันทำโปรแกรมเสด็จ
ประพาสเมืองสุพรรณ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตรัสว่าเข้าทีดีหนักหนา แต่เขาห้ามมิให้เจ้านายไปเมืองสุพรรณว่า
ถ้าขืนไปจะเป็นบ้ามิใช่หรือ หม่อมฉันก็ทูลเล่าเรื่องที่หม่อมฉันขืนไปให้ทรงทราบ…

…..ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้ศรัทธานับถือและมีกำลังทรัพย์ในการบริจาคเงินปลูกสร้าง
อาคารศาลหลักเมืองนั้น เป็นกลุ่มชาวจีนเมืองสุพรรณ ที่มีฐานะและพลังทางเศรษฐกิจสูงในเมืองนี้
ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าที่มีความร่วมมือร่วมใจกัน ทำให้เริ่มมีผู้รักษาศาลที่เรียกว่า “เฮียกง” ประจำศาลแต่นั้นมา…..

เที่ยวทั่วไทย วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี

ครั้งที่ผมไป ยังสร้างมังกรไม่เสร็จครับ เห็นแล้วอลังการ น่าสนใจมาก
รอว่าเมื่อไรสร้างเสร็จจะมาเยี่ยมชม แต่พอสร้างเสร็จแล้ว คาดไม่ถึงจริงๆ
ว่าจะเก็บเงินค่าเข้า แพงมหาศาลขนาดนี้ ผิดวิสัยท่านบรรหารใจดีที่ผมจำได้
คราวที่สร้างบึงฉวาก เก็บค่าเข้าชมถูกมากๆ แต่คราวนี้ ไม่ทราบด้วยเหตุใด
เก็บค่าเข้าชมถึงท่านละ 300 บาท ถ้ามากัน 4ท่านก็ 1200บาท!!! พระจ้าช่วยกล้วยทอด
อ่า ถ้าอย่างนั้นลูกหลานชาวสุพรรณฯที่ยังไม่รวยแบบผม คงไม่ได้เข้าไปชมแน่ๆละครับ
เที่ยวทั่วไทย วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี

การเดินทางมานมัสการวัดป่าเลเไลยก์

ขออธิบายจากตลิ่งชันนะครับ จากตลิ่งชัน เลี้ยวเข้ากาญจนาภิเษก ผ่านบางใหญ่ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าเส้น 340
สังเกตุป้ายบอกทางไป สุพรรณบุรี ให้ดี ไม่งั้น เลยไปอยุธยาแน่ครับ
ชิดซ้ายเลี้ยวซ้ายมา จะเห็นปั๊ม ปตท. (ปั๊มเจ็ทเก่า) อยู่ลิบๆ
เที่ยวทั่วไทย วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี

จากนั้นขับต่อไปเรื่อยๆตามทาง 340 เส้นนี้ถนนหนทางค่อนข้างดีครับ
ไปต่ออีกราวๆ 65กิโลเมตรก็จะถึงจังหวัดสุพรรณฯ ซึ่งสังเกตุไม่ยาก
เข้าเขตตัวจังหวัด คุณก็จะรู้ได้ถึงความแตกต่าง (อิอิ)
คราวนี้ก็ชิดซ้ายมองหาโลตัสสุพรรณฯเอาไว้ครับ
เที่ยวทั่วไทย วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี

ไม่ได้ให้ท่านไปเที่ยวห้าง แต่ให้มองเป็นจุดสังเกตุ เพื่อเลี้ยวซ้ายเข้าถนนมาลัยแมน
ดูป้ายถนน จะบอกว่าเป็นถนนสาย 321 เลี้ยวเข้าไปเลยครับ จากนั้นก็วิ่งตรงอย่างเดียว
ราวๆ 10กิโลเมตรก็จะถึงวัดป่าเลไลยก์ทางซ้ายมือ
เที่ยวทั่วไทย วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี

สำหรับศาลหลักเมืองสุพรรณฯ ให้ท่านขับรถออกจากวัดป่าฯ
แล้วก็เลี้ยวขวา ข้ามฝั่งย้อนกลับมาทางเดิม ไปศาลหลักเมืองอยู่ใกล้ๆกันครับ
เที่ยวทั่วไทย วัดป่าเลไลยก์ ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี

ถ้าเสร็จจากศาลหลักเมืองแล้ว ยังเหลือเวลา แนะนำให้ไปเยี่ยมชม วัดพระศรีรัตนมหาธาตุฯ
ดูจากแผนที่ข้างบนนี้ครับ อยู่ใกล้ๆกันนี่เอง ตรงข้ามวัดมีก๋วยจั๊บเจ้าอร่อย
ท่านบรรหารชอบมาทานเป้นประจำ และในละแวกเดียวกัน จะมีอุทยานมัจฉาวัดพระนอน
ไปให้อาหารปลาที่นั่นเป็นการทำทานให้ครบถ้วนสมบูรณ์ครับ

ช่วงเทศกาลถือศีลกินเจ ขอให้ทุกท่าน ได้บุญได้กุศล อิ่มอกอิ่มใจกับการทำบุญทำทาน
ถือศีล กินเจ งดเว้นเนื้อสัตว์กันถ้วนหน้านะครับ