เมื่อเดือน พ.ค. 2554 ผมได้มีโอกาสร่วมแรลลี่การกุศลของศิริราชพยาบาล
นำรายได้สมทบทุนสถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช โดยปลายทางอยู่ที่ชะอำ
เช้าวันต่อมา จะขับรถตรงกลับกรุงเทพฯเลย มันก็ดูจะเป็นเรื่องผิดธรรมชาติของเราสองคน
ก็พอดี ปุ้มอยากไปซื้ออาหารทะเลที่ปราณบุรี เราก็เลยขับรถกันไปที่ปากน้ำปราณ

ปากน้ำปราณนี้ เดิมมีชื่อเรียกว่า “ปากคลองปราณ” เนื่องจากมีแม่น้ำปราณบุรีไหลผ่านลงสู่ปากอ่าวทะเล
และยังเป็นที่ตั้งสมาคมประมง แห่งแรกของประเทศไทย ต่อมาทางราชการได้เลี่ยนชื่อเป็น
“ปากน้ำปราณ” และได้เรียกสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

ครั้นมาถึงปากน้ำปราณ เราก็ดูตาม GPS หาจุดที่จะเป็น “ปากน้ำ” มองแผนที่แล้ว
เป็นจุดที่แม่น้ำปราณบุรีไหลลงทะเล มีเรือประมงมากมาย ทั้งที่จอดอยู่ และที่กำลังมุ่งหน้าสู่ทะเล

ปากน้ำปราณ
เรือประมงกำลังมุ่งหน้าออกทะเล, ปากน้ำปราณ

เรือประมง ปากน้ำปราณ
เรือประมงที่ปากน้ำปราณ

มาเจอชายทะเลที่สวยงามขนาดนี้ ความคิดเดิมที่จะเข้ามาหาของทะเลสดๆก็เปลี่ยนไป
เป็นการขับรถเลียบชายหาด เลาะไปเรื่อยๆ เพืื่อชมความงามของชายทะเลปราณบุรี

เลียบชายหาด ปราณบุรี
เลียบชายหาด ปากน้ำปราณบุรี
คลื่นซัดโขดหิน ชายทะเลปากน้ำปราณ
คลื่นซัดโขดหิน ชายทะเลปากน้ำปราณ
หาดทราย ชายทะเลปากน้ำปราณ
หาดทราย ชายทะเลปากน้ำปราณ

จากปากน้ำปราณฯ เราจะสามารถขับรถเลียบชายทะเลมาได้เรื่อยๆ
โดยอาจจะต้องเี้ลี้ยวอ้อมหลบชายทะเลไปบ้าง แต่ก็สามารถวกกลับมาเลียบชายหาดได้เรื่อยๆ

ถนนเลียบชายทะเล ปราณบุรี
ถนนเลียบชายทะเล ปราณบุรี

ขับมาเรื่อยๆ มองแผนที่ก็พบว่า ใกล้สามร้อยยอดเข้าไปทุกที นึกย้อนความหลังสมัยยังเรียนมหาวิทยาลัย
เคยมาเที่ยวถ้ำพระยานครกับกลุ่มเพื่อน เลยอยากเข้าไปดูอีกครั้งว่า ณ วันนี้ ถ้ำพระยานครจะเป็นอย่างไรบ้าง

ขับรถมาถึงที่จอด ร้านอาหารร้านเดิมก็ยังอยู่ ต่างไปตรงที่มีร้านขายของเพิ่มขึ้นมามากมาย
มองไปทางขวา เป็นภูเขาที่เมื่อก่อน ผมเคยเดินเท้าข้ามไปกับกลุ่มเพื่อน มาวันนี้ 15 ปีผ่านไป
ความคิดที่จะเดินข้ามเขาลูกนั้นก็ไม่มีอีกแล้ว ความอ้วนมากขึ้น ความฟิตน้อยลง ขอนั่งเรืออ้อมเขาไปดีกว่าครับ

ภูเขาที่กั้นระหว่างทางเข้าถ้ำพระยานครกับที่จอดรถ
ภูเขาที่กั้นระหว่างทางเข้าถ้ำพระยานครกับที่จอดรถ

ถ้าเรานั่งเรืออ้อมเขาลูกนี้ไป จะสามารถไปขึ้นที่หาด ปากทางขึ้นถ้ำพระยานครได้โดยไม่ต้องปีนเขา
ทำให้เหนื่อยน้อยลงไปเยอะเลย แต่ราคาค่าเรือก็ค่อนข้างสูงสำหรับการมาแค่สองคนอย่างเรา
แต่ถ้ามากัน 6-7 คน หารค่าเรือออกมาแล้วจะไม่แพงครับ

นั่งเรืออ้อมเขา ไปถ้ำพระยานคร
นั่งเรืออ้อมเขา ไปถ้ำพระยานคร
เรือรับจ้างอีกลำหนึ่ง วิ่งตีคู่ลำของเราขึ้นไป
เรือรับจ้างอีกลำหนึ่ง วิ่งตีคู่ลำของเราขึ้นไป
ชายหาดหน้าถ้ำพระยานคร
ชายหาดหน้าถ้ำพระยานคร

นั่งเรือมาไม่นาน ราวๆ 10-15 นาที เรือก็มาจอดที่ชายหาด ที่เหลือเราต้องเดินเข้าไปเองครับ
ความเป็นมาของถ้ำพระยานคร ตามประวัติเล่าว่า ในสมัยรัชกาลที่ 1 ขณะที่เจ้าพระยานคร ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราช
แล่นเรือผ่านทางเขาสามร้อยยอด บังเอิญเกิดพายุใหญ่ไม่ สามารถ เดินทาง ต่อไปได้ จึงจอดเรือหลบคลื่นที่ชายหาดแห่งนี้
ระหว่างที่พักแรมอยู่บริเวณนั้น ได้ค้นพบถ้ำ ขนาดใหญ่ เพดาน ถ้ำมีปล่องให้แสงสว่างลอดเข้าไป มองเห็นความสวยงามภายในถ้ำ
จึงได้รับการขนานนามว่า “ถ้ำพระยานคร”

จากชายหาดเดินตามป้ายไปราวๆ 100เมตรก็จะพบกับทางเดินขึ้นถ้ำพระยานคร เขียนบอกไว้ว่า 430เมตร
“โอ้ย ทางแค่นี้ เด็กๆ เมื่อก่อนตอนมากับเพื่อนสมัยเรียนมหาลัยฯ แข่งกันเดิน-วิ่ง ขึ้นไปกันเลย” ผมโม้บอกปุ้มว่าแบบนี้ครับ

ป้ายบอกระยะทาง หน้าทางขึ้นถ้ำพระยานคร
ป้ายบอกระยะทาง หน้าทางขึ้นถ้ำพระยานคร มีคุณยายขายไม้เท้าคอย “ให้พร” คนที่ไม่ซื้อไม้เท้าของแกนั่งอยู่ด้วย – -“

แต่อนิจจา เดินขึ้นไปไม่ถึง 10 นาที ผมก็มีอันหน้ามืดตาลาย คล้ายจะเป็นลม สูดดมยาดมโป๊ยเซียนเท่าไรก็ไม่หาย
โอ้ สังขารเราหนอ ไม่เหมือน 15ปีก่อนเลยแม้แต่นิดเดียว ผมนั่งหน้ามืดจะเป็นลมอยู่ตรงกลางทางนี่แหละครับ
สำหรับคนที่ยังไม่เคยมา แนะนำให้ค่อยๆขึ้น ค่อยๆเดิน จะดีกับสังขารมากกว่า – -”

ทางเดินขึ้นถ้ำพระยานครที่ค่อนข้างชัน
ทางเดินขึ้นถ้ำพระยานครที่ค่อนข้างชัน

หลังจากเดินเหนื่อยหน้ามืดสลับกับหยุดพัก ก็เดินมาถึงปากถ้ำพระยานครจนได้
ถ้ำแห่งนี้มีขนาดที่ใหญ่มาก ดูจากภาพข้างล่างนี้ ถ้ามีคนยืนอยู่ที่พื้นถ้ำ จะเห็นแค่ตัวเล็กๆเท่านั้น

ปากถ้ำพระยานคร
ปากถ้ำพระยานคร

ที่ปากถ้ำพระยานคร มองไปทางซ้ายจะพบกับ น้ำตกแห้ง (ห้ามถามว่ามีแบบต้มยำหรือเปล่า)

น้ำตกแห้ง ถ้ำพระยานคร
น้ำตกแห้ง ถ้ำพระยานคร
ภายในถ้ำพระยานคร
ภายในถ้ำพระยานคร

เมื่อเข้ามาในถ้ำ เดินไปได้สักเล็กน้อย แหงนมองขึ้นไปจะพบกับสะพานธรรมชาติ ที่ถูกตั้งชื่อว่า “สะพานมรณะ”
คิดตามไปว่า ถ้าไปเดินบนนั้นแลวตกลงมา ก็คงจะม้วย มรณา สมชื่อสะพานมรณะแน่ๆ

สะพานมรณะ ถ้ำพระยานคร
สะพานมรณะ ถ้ำพระยานคร

สำหรับจุดเด่นที่สุดของถ้ำพระยานครแห่งนี้คือ พลับพลาที่ประทับ ชื่ออย่างเป็นทางการคือ พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์
เป็นพลับพลาจตุรมุข สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2433 พระที่นั่งนี้ใช้เป็นตราประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในปัจจุบัน

พลับพลาที่ประทับ ถ้ำพระยานคร
พลับพลาที่ประทับ ถ้ำพระยานคร
พลับพลาที่ประทับ ถ้ำพระยานคร
พลับพลาที่ประทับ ถ้ำพระยานคร

และอีกหนึ่งอย่างที่พลาดไม่ได้สำหรับถ้ำพระยานครคือ “ต้นซุ้มรอดคู่” ว่ากันว่า ถ้ายังไม่มีคู่มาลอดแล้วจะได้คู่ ^^

ต้นซุ้มรอดคู่
ต้นซุ้มรอดคู่

พลับพลาที่ประทับแห่งนี้จะงดงามมากเมื่อต้องแสงธรรมชาิติ

พลับพลาที่ประทับ หรือ พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์
พลับพลาที่ประทับ หรือ พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์

มองขึ้นไปด้านบนของพลับพลาที่ประทับ จะเห็นเป็นช่อง ดูคล้ายเพดานถ้ำได้ถล่มลงมา
เพราะด้านล่างของช่องนี้ มีสภาพเหมือนเินินดินกองใหญ่

โพรงเพดานถ้ำด้านบนพลับพลาที่ประทับ
โพรงเพดานถ้ำด้านบนพลับพลาที่ประทับ

ชมความงามภายในถ้ำได้สักพักใหญ่ เราก็เดินกลับผ่านออกไปทางเดิม
หันกลับมา มองลงไปข้างล่าง เห็นคนเดินอยู่เลยถ่ายภาพเก็บไว้ ให้เห็นว่าปากถ้ำอยู่สูงจริงๆ

ปากถ้ำพระยานคร ทางออก
ปากถ้ำพระยานคร ทางออก

ขากลับ มองไปทางซ้ายของทางเดินกลับสู่ชายหาด จะพบกับบ่อน้ำโบราณาที่พระยานครฯเคยมาสร้างไว้เมื่อครั้งหลบพายุฝน

ทิวสนริมทางเดินกลับสู่ชายหาด
ทิวสนริมทางเดินกลับสู่ชายหาด

ขากลับ เรากะว่าจะไปแวะตลาดเพลินวานที่หัวหินสักหน่อย ขณะที่ขับรถเข้ามาในตัวเมืองหัวหินก็พบกับขบวนแห่งานบวช
แต่ขบวนแห่นาคขบวนนี้ ไม่ธรรมดาครับ เพราะใช้ สามล้อถีบ เป็นยานพาหนะ แห่นาค และบุคคลสำคัญของนาคไปกับขบวน

สามล้อถีบแห่นาค
สามล้อถีบแห่นาค
ญาติผู้ใหญ่ของนาค
คนนี้น่าจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของนาค ไม่รู้ว่าเป็นพ่อหรือคุณตา

ออกจากหัวหิน เราก็ขับผ่านเพลินวานมา เพราะหาที่จอดไม่ได้ครับ จะไปจอดข้างในก็คิดค่าจอดแพงเกินไป (ในความรู้สึกของผม)
เราเลยขับต่อมาผ่านชะอำแล้วไม่ออกถนนเพชรเกษม แต่เข้าเส้นทางสายใน กะว่าจะตรงไปบ้านแหลมเจอฝนปรอยๆ ผ่านนาเกลือ
ก็มองไปเห็นรุ้งกินน้ำเข้าพอดี ไม่ค่อยได้เห็นแบบเต็มๆวงอย่างนี้ครับ น่าจะเพราะว่าแถวนี้เป็นนาเกลือ มันเลยโล่ง

รุ้งกินน้ำ นาเกลือ บ้านแหลม
รุ้งกินน้ำ นาเกลือ บ้านแหลม
โคนรุ้งกินน้ำ ซูมขยายกันชัดๆ
โคนรุ้งกินน้ำ ซูมขยายกันชัดๆ

ก็เลยจบทริปนี้แบบแฮปปี้ๆ มีรุ้งกินน้ำส่งท้ายทริปครับผม ^^