บล้อกนี้เขียนขึ้นเมื่อ [๓ มกราคา ๒๕๕๒]

เวลาย่างเข้าปลายเดือนพฤศจิกายน ผมมานั่งมองปฏิทิน เพ่งไปแล้วก็พบว่าวันหยุดสิ้นปี ๕๑
มันหยุดตั้ง ๕ วันติดเลยนี่หว่า มองหาที่ไปเที่ยวก็เห็นจะเหมาะดีแท้ แต่ . . . จะไปไหนดีล่ะ ?

ขึ้นเหนือก็น่าจะดี แต่มาคิดว่าต้องไปผจญกับการจราจรที่หนาแน่น โอย ไม่ไหว
เอาแบบใกล้ๆ ขับรถน้อยหน่อย แต่ได้เที่ยวเยอะขึ้นดีกว่า

อือม . . . ดูแผนที่ไปเรื่อยๆ เออ . . .

กาญจนบุรีนี่แหละ ใกล้ดี ขับรถไม่นาน ที่เที่ยวเยอะ ว่าแล้วก็ลงมือหาข้อมูล
เจอใน อสท. ฉบับประจำเดือน พฤศจิกายน ๕๑ เขียนถึง อช.ทองผาภูมิ
เออ น่าไปแฮะ วางแผนเตรียมของเรียบร้อยแล้ว เช้าวันที่ 31 ก็ค่อยออกจากกรุงเทพฯก็ได้
ใกล้ๆแค่นี้ ไม่ต้องรีบร้อนออกแต่มืดแต่ดึกให้ทรมานร่างกาย

ขับรถมาเรื่อยๆ ราวๆ ๘.๓๐น. ก็มาถึง พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด ไม่คิดว่าจะอยู่ในค่ายทหาร
เลยมองไม่ทัน ขับรถเลยไปแล้วครับ จะจอดก็ไม่ทัน ผมก็นึกว่ากองพันทหาร
ไม่ได้คิดว่าเป็นที่ท่องเที่ยว งานนี้ เบรคไปแล้วก็ชิดเข้าข้างทาง จากนั้นถอยหลังยาวๆครับ

หลังจากแลกบัตรกับเจ้าหน้าที่ทหารข้างหน้า ขับรถเข้าไปไม่ลึกเท่าไร
จะเห็นพิพิธภัณท์อยู่ชัดเจน ลานจอดร่มรื่นดี แต่บังเอิญวันนี้ พิพิธภัณท์ไม่เปิดครับ
เลยได้แต่เดินชมช่องเขาขาด ไม่ได้ดูภายในอาคาร

ช่องเขาขาด
ช่องเขาขาด เหมือนตัดเขาให้ขาดออกจากัน

สถานที่นี้สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นใช้แรงงานเชลยศึกสร้างทางรถไฟ จากเมืองไทยไปพม่า
เพื่อใช้เป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุงกองทหาร โดยต้องขุดช่องเขาแห่งนี้ให้ขาด
เพื่อให้รถไฟได้วิ่งผ่าน เร่งงานสร้างทั้งกลางวันกลางคืน โดยยามกลางคืนจะจุดคบไฟสว่างไสว
ไม่มีการพักและประกอบกับการบังคับใช้แรงงานอย่างเข้มงวด เชลยจึงทรมาณราวกับอยู่ในนรก
แรงงานเชลยจึงเรียกช่องเขาแห่งนี้ว่า ช่องไฟนรก หรือ Hellfire Pass

สิ่งของที่วางรำลึกถึงผู้จากไป ที่ช่องเขาขาด
สิ่งของที่วางรำลึกถึงผู้จากไป ที่ช่องเขาขาด

ทางเดินธรรมชาติของที่นี่สวยงาม ร่มรื่นดีครับ เดินออกแรงกันนิดหน่อย
เพลินๆกับธรรมชาติ แมกไม้ สายลม เสียงนกร้อง

ทางเดินในป่า ช่องเขาขาด
ทางเดินในป่า บริเวณช่องเขาขาด

วิวข้างทางก็สวยไม่ใช่น้อย ท้องฟ้าขุนเขา อือม . . .

วิวข้างทางเดินในป่า บริเวณช่องเขาขาด
บริเวณช่องเขาขาด แหงนมองออกไป เห็นขุนเขาตั้งตระหง่าน

ออกจากช่องเขาขาด ก็แวะเรื่อยมา แนะนำที่นี่ครับ น้ำพุร้อนหินดาด
เดิมชื่อน้ำพุร้อนกุยมั่ง ผู้คนมาแช่น้ำร้อนที่นี่กันแน่นขนัด
ตัวผมเองได้แต่หย่อนขาลงไป ไม่กล้าลงไปแหวกว่ายครับ ก็น้ำมันร้อน ! ! ! . . .

น้ำพุร้อนหินดาด(กุยมั่ง)
น้ำพุร้อนหินดาด(กุยมั่ง)

ลำธารข้างๆ นึกว่าน้ำจะร้อนไปด้วย แต่พอหย่อนขาลงไป เย็นเจี๊ยบ
แปลกดีครับ ฟากนึงร้อน อีกฟากนึงเย็น

ลำธารข้างน้ำพุร้อนหินดาด(กุยมั่ง)
ลำธารข้างน้ำพุร้อนหินดาด น้ำเย็นเจี๊ยบ

เห็นนักท่องเที่ยวมากันเยอะ เราสองคนเลยคิดว่า ท่าจะไม่ได้การ ถ้าชักช้าคนจะเยอะ
จะหาที่กางเตันท์ลำบาก เลยออกรถรีบไปที่ อช. ทองผาภูมิดีกว่า เดี๋ยวไม่มีที่กางเต็นท์

การเดินทางไป อช.ทองผาภูมิ จะต้องขับรถเลย อ.ทองผาภูมิไปอีกราวๆ ๖๐กิโลเมตร
โดยเป็นทางขึ้นเขาชันคดเคี้ยวในช่วง ๒๒ กิโลเมตรสุดท้าย ต้องระวังกันนิดหน่อย
ก่อนถึง อช. ราวๆ ๙กิโลเมตร จะมีจุดชมวิว สวยงามทีเดียวครับ ชมวิวสักพักถือว่าพักรถไปในตัว

ชุดชมวิวข้างทางขึ้น อช.ทองผาภูมิ
ชุดชมวิวข้างทางขึ้น อช.ทองผาภูมิ

อช.ทองผาภูมินี้ต่างกับ อช.อื่นๆอยู่มาก ทั้งอัธยาศัยของเจ้าหน้าที่ที่ดีมากๆ
สถานที่ก็สวยงาม อย่างในภาพ เป็นร้านอาหารของอุทยาน
ห้องน้ำห้องท่าก็สะอาดมาก ทั้งที่เป็นวันหยุดคนมากันเยอะก็ยังรักษาความสะอาดได้ดีมาก
ห้องอาบน้ำชายจะมีแบบมองเห็นท้องฟ้าได้ ถ้ามาอาบตอนกลางคืน
จะได้บรรยากาศดีมาก เพราะจะเห็นดาวเต็มท้องฟ้า จนหลายๆคนเรียกที่นี่ว่า “อช.ดาวล้านดวง”

อช.ทองผาภูมิ ร้านอาหาร สวัสดิการ
ร้านอาหาร ร้านค้าสวัสดิการ อช.ทองผาภูมิ
จุดจอดรถ อช.ทองผาภูมิ
จุดจอดรถ อช.ทองผาภูมิ

คนมาเยอะมากมาย ที่จอดรถยังต้องแย่งกัน เรียกว่าคิดถูกแล้วที่เรารีบขึ้นมาก่อน

จอดรถ กางเต็นท์เสร็จก็ออกเร่ร่อนสำรวจที่ถ่ายรูปครับ
จุดแนะนำของที่นี่คือ จุดชมวิวกูดดอย ติดกับที่กางเต๊นท์
ซึ่งเหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้น

จุดชมวิวกูดดอย ใกล้ที่กางเตันท์ อช.ทองผาภูมิ
จุดชมวิวกูดดอย ใกล้ที่กางเตันท์ อช.ทองผาภูมิ
วิวเขื่อนวชิราลงกรณ์(เขาแหลม) มองจากจุดชมวิว อช.ทองผาภูมิ
มองจากจุดนี้จะเห็นทิวเขาสลับกับอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม
วิวเขื่อนวชิราลงกรณ์(เขาแหลม) มองจากจุดชมวิว อช.ทองผาภูมิ
ซูมภาพอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลมกันชัดๆ

ที่เนินกูดดอยนี้กางเต๊นท์ได้ครับ แต่ผมดูแล้วลมแรงเหลือเกิน ไม่ไหว
เอาเป็นว่ากางในป่าไผ่ ผมไม่แรง ตื่นเช้ามาแล้วเดินนิดหน่อย มาถ่ายรูปเอาดีกว่า

อช.ทองผาภูมิ
ไม้ยืนต้นสูงที่จุดชมวิวกูดดอย

อ่านจาก อสท. เขาบอกว่าให้ไปชมพระอาทิตย์ตกที่ดอยต่องปะแล
โดยเดินเท้าจากที่ทำการอุทยานไปราวๆ ๑.๒ กิโลเมตร
เพื่อภาพแสงสุดท้ายของปี ๕๑ ผมคิดว่าอย่างไรเสียก็ต้องไปให้ได้
เราสองคนไม่ต้องคิดนาน เตรียมน้ำดื่ม กล้อง ขาตั้งใส่เป้สะพายหลัง
แล้วเดินทางเข้าป่า ขึ้นต่องปะแลกันเลยครับ

ต้นไม้สูงใหญ่ หน้าทางเดินขึ้นดอยต่องปะแล
ต้นไม้สูงใหญ่ หน้าทางเดินขึ้นดอยต่องปะแล
ป่า ทางเดินขึ้นดอยต่องปะแล
ทางเดินเข้าเป็นป่าเงิยบเชียบ ยิ่งเดินยิ่งเปลี่ยว ไม่มีใครสวนมาเลย

เดินขึ้นมา พิสูจน์ร่างกายได้สัก 40 นาที ก็ถึงยอดดอยต่องปะแล
ดูเวลาก็ ๑๗.๐๐น. ตะวันยังไม่ตกดิน
ท่านที่ไม่ชอบเบียดเสียดคนเยอะ แย่งกันถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก
ผมแนะนำว่ามาที่นี่เลยครับ คนน้อยมากจนอยากให้มีคนมาแย่งถ่ายรูป

วิวบนดอยต่องปะแล
วิวบนดอยต่องปะแล

ขึ้นมาเร็ว พระอาทิตย์ยังไม่ตกเลยมีเวลาพิจารณาสถานที่รอบๆเยอะมาก
มองไปเห็นเขาช้างเผือก เขาลูกเดียวกับที่ผมเห็นจากจุดกางเต็นท์
แต่ที่นั่น มองแล้วไม่เข้าใจว่าทำไมเรียกเขาช้างเผือก
หากแต่เมื่อมองไปจากต่องปะแล กลับเห็นเป็นช้างเชือกใหญ่ชัดๆกันเลยทีเดียว

เขาช้างเผือก อช.ทองผาภูมิ
เห็นช้างไหมครับ

รอจน ๑๗.๕๐ ตะวันก็ยังลงมาไม่ถึงดิน แต่พระจันทร์ชิงออกมาเสียก่อน
ถ่ายพระจันทร์คู่หมู่เมฆกับท้องฟ้าสีคราม สวยไปอีกแบบ

พระจันทร์บนยอดดอยต่องปะแล
พระจันทร์บนยอดดอยต่องปะแล

พระอาทิตย์ตกดิน ดอยต่องปะแล แสงสุดท้ายปี ๕๑
พระอาทิตย์ตกดิน

และแล้ว แสงสุดท้ายของปี ๕๑ ก็มาถึง
แสงสีสองผ่องอำไพที่กำลังลาลับทิวเขาในเขตพม่าไป
ให้บรรยากาศที่บรรยายเป็นตัวอักษรหรือคำพูดใดๆได้ยากยิ่ง

พระอาทิตย์ตกดิน ดอยต่องปะแล แสงสุดท้ายปี ๕๑
พระอาทิตย์ตกดิน ดอยต่องปะแล แสงสุดท้ายปี ๕๑

หลังจากตรงนี้ แสงอาทิตย์ก็หายไป เรารู้ตัวว่าลืมเรื่องนี้ไป ถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก
เมื่อพระอาทิตย์ตก ลาลับไปแล้วมันก็จะมืดมากๆ แล้วทางที่เราเดินมาเมื่อตอนที่มีแสงสว่าง
มันก็เปลี่ยวเอามากๆอยู่แล้ว แต่ขากลับ ยังต้องมาเดินป่าในเวลากลางคืน – -”

งานนี้ต้องเรียกว่า “วิ่งป่า” ดูจะเหมาะสมกว่า “เดินป่า”

ส่งท้ายปี ๒๕๕๑ ด้วยแสงตะเกียงริบหรี่รำไร คล้ายกับปีเก่าที่กำลังผ่านไป
แต่เมื่อถึงรุ่งอรุณของวันใหม่ ความสว่างไสวก็จะเข้ามา

แสงตะเกียง ส่งลาค่ำคืนวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๑
แสงตะเกียง ส่งลาค่ำคืนวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๑

เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมค่อยมาอัพบล็อคของวันปีใหม่ ๒๕๕๒
ที่น้ำตกจ๊อกกระดิ่น บ้านอีต่อง เหมืองปิล็อกกันต่อครับ ^^-v

Advertisements